5 ประเด็นการศึกษาที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ


5 ประเด็นการศึกษาที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ


การพัฒนาและเตรียมระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาการศึกษาด้านต่าง ๆ อย่างยั่งยืน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง สร้างหลักประกันอนาคตของประเทศได้ ยังคงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถซึ่งกำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแล

ในสนามหาเสียงโค้งสุดท้าย พบความโดดเด่นทางนโยบายที่เกือบทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญไปที่สวัสดิการสนับสนุนโอกาสเข้าถึงการศึกษา ทว่าความชัดเจนเรื่องความเสมอภาคยังมีอะไรบ้างที่ควรเสนอในวาระที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลชุดใหม่ กสศ. ชวนเครือข่ายนักวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของเรา ร่วมจับกระแสข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับปัญหาในอนาคตเหล่านี้
ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ใครที่อาสาเข้ามาดูแลด้านการศึกษาจำเป็นต้องทราบปัญหาด้านการศึกษาอย่างถ่องแท้และมีการศึกษาเรื่องนี้ลงไปถึงรากลึกของปัญหาที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาอื่น ๆ มากมาย รวมถึงต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะปัญหาการศึกษาในหลายด้านเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การดูแลเยาวชนทุกกลุ่มซึ่งเป็นอนาคตของชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในสถานศึกษาแต่ต้องมองในมุมกว้างกว่านั้น ต้องมีนโยบายที่สามารถดูแลพวกเขาจากบ้านไปสู่เส้นทางการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบัน สิ่งที่เห็นจากนโยบายส่วนใหญ่ จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ แจกเงิน ลดภาระครู แต่ยังไม่มีการส่งไม้ต่อว่าเด็กจะก้าวไปสู่ระดับการศึกษาขั้นสูงกว่าได้อย่างไร

ปรับกระทรวงศึกษาฯ เป็นMinistry of Future

 "เราเป็นประเทศที่ประกาศใช้นวัตกรรมนำหน้า ใช้เทคโนโลยีนำหน้า แต่การศึกษายังไม่ได้ยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain )ของการผลิตกำลังคน ที่ต้องทำให้คนหลุดจากระบบการศึกษาให้น้อยที่สุด และส่งต่อไปสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มากที่สุด แต่ก็ยังมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษานับแสนราย"ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

พรรคการเมืองอาจจะบอกว่าการแก้ปัญหาการศึกษาของทั้งประเทศให้เสร็จภายในช่วงอายุของรัฐบาลคือ 4 ปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นคำมั่นสัญญาในการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือให้สำเร็จในบางพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนหรือสร้างเป็น Sandbox ขึ้น อาจจะเลือกพื้นที่หรือกลุ่มคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงก่อน ทำเต็มร้อยไม่ได้แต่ถ้าทำ 10 ในร้อยได้อย่างน้อยก็ช่วยคนได้ 10 คนจากในร้อยคนก่อน

ดร.เกียรติอนันต์ มองว่าการแก้ปัญหาการศึกษาให้สอดรับกับปัจจุบันมากที่สุดรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน Mindset หรือกรอบความคิดหรือทัศนคติในการแก้ปัญหา เพราะโลกในปัจจุบันหมุนเร็วมาก

 "โลกของการศึกษาต้องสอดรับกับโลกของตลาดแรงงาน ในเมื่อโลกของตลาดแรงงานมีระยะเวลาของการเตรียมการคือ 3-4 ปี โลกของการศึกษาก็ต้อง 3-4 ปี นั่นคือ 1 เทอมของพรรคการเมือง ดังนั้น อย่างแรกที่ต้องทำคือต้องรู้ว่าในโลกที่อาชีพเปลี่ยนเร็ว การศึกษาก็ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันระยะเวลาในการจัดการคือ 1 สมัย เพราะถ้าอะไรที่ทำไม่ได้ใน 1 สมัยคือจะไม่ทันกับโลกแล้ว กระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องเปลี่ยน Mindset ว่าไม่ใช่กระทรวงที่ทำเพื่อปัจจุบัน แต่ต้องเป็น Ministry of Future คือเป็นกระทรวงที่ทำเพื่ออนาคต" ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ขับเคลื่อนการศึกษาด้วยฐานข้อมูล

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐต้องมีนโยบายใช้ระบบฐานข้อมูล ซึ่งเก็บและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบทางอิเล็กทรอนิกส์มาดูแลเด็กอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงการจัดการศึกษาได้ว่าหากมีมาตรการที่มีทิศทางที่ถูกต้องชัดเจน จะสามารถดูแลเด็กที่ขาดแคลนตั้งแต่เขายังเล็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่ออนาคต และต้องไม่ลืมว่าการลดความเหลื่อมล้ำลงได้ การช่วยพวกเขา คือการช่วยให้ประเทศมี GDP สูงขึ้น

รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่านโยบายเร่งด่วนที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญ คือมาตรการชดเชย ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 ระบาด และในระยะยาว คือการให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และวางแนวทางในการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษา หรือแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้การศึกษาพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเด็ก นโยบายที่จะถูกประกาศขึ้นต้องสามารถนำมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในห้องเรียน

โดยสามารถจำแนกโรงเรียนที่พร้อมกับไม่พร้อมรับมือกับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันได้ มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าโรงเรียนใดจะใช้แผนเชิงปฏิบัติแบบไหนที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางการศึกษาแคบลง ใช้เครื่องมืออะไรเพื่อยกระดับความพร้อมของเด็กผ่านทักษะทางปัญญา ทักษะทางพฤติกรรม เข้าไปดูแลด้านความพร้อมของครอบครัว ความพร้อมของโรงเรียน

"รัฐบาลใหม่ควรจะใส่ใจเรื่องการทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลและงานวิจัยมาทำงานด้านการศึกษาและทุนมนุษย์มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีนโยบายด้านการศึกษาที่ซ้ำซ้อน หรือเป็นนโยบายที่ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กจริง ๆ หรือไม่ได้มีการใช้ฐานข้อมูลติดตามการแก้ปัญหาและพิจารณาแนวทางในการจัดการศึกษาอย่างรอบด้าน"รศ.ดร.วีระชาติ กล่าว

ชุมชนคือระบบนิเวศของการศึกษา

ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศักยภาพของชุมชน ด้วยการสร้างกลไกให้ชุมชนแต่ละแห่งสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจนสามารถดูแลตนเองได้ รัฐบาลใหม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลด้าน ‘การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบ' ซึ่งข้อมูลเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วอย่างละเอียด

"หากเข้ามาดูเรื่องนี้ จะทำให้ทราบว่า การเตรียมการสำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่ในระดับชุมชน คือ รัฐจะต้องเข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้ของแต่ละชุมชนให้เข้าใจปัจจัยแวดล้อมของแต่ละแห่ง สร้างความเข้าใจในทักษะที่เป็นรากฐานของแต่ละแห่ง จนสามารถยกระดับชีวิตและคุณภาพการศึกษา สังคม วัฒนธรรม อย่างเป็นระบบระเบียบ ยกระดับทักษะให้กลุ่มแรงงานสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ปัจจุบันเรามีชุมชนต้นแบบการพัฒนาที่สามารถถ่ายทอดทักษะ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่มากมาย" ดร.สมคิด กล่าว

ดร.สมคิด กล่าวว่าชุมชนหรือท้องถิ่น สามารถเป็นระบบนิเวศของการศึกษาที่ดีและมีบทบาทสำคัญในการดูแลเยาวชนในพื้นที่ได้ เช่นบางพื้นที่มีโครงการผลิตอาหาร โครงการที่มีการเลี้ยงปลา ปลูกผัก แล้วให้เด็กนำไปทานที่บ้านเป็นมื้อเช้า แล้วถ้าเด็กเข้าโรงเรียนช่วงใกล้เวลาเรียนจะมีโอกาสได้กินอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน มีอาหารกล่องหรือปิ่นโตกลับบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดี

นโยบายที่เข้าถึงปัญหาที่แตกต่างกัน

ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อนุกรรมการกำกับทิศทางของทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้จริงโดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเข้าใจปัญหาที่มีอยู่จริง

"ปัจจุบันมีระบบการเก็บข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งที่มากพอจะนำมาออกแบบการช่วยเหลือด้านงบประมาณให้แตกต่างไปจากในอดีตซึ่งเคยช่วยแบบเรตเดียวกันทั้งประเทศ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง อยู่ในเมือง รัฐก็ให้เงินสนับสนุนเท่ากับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รูปแบบการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อยขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างเพียงพอและส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่สามารถใช้วิธีการเดียวแก้ปัญหาที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบวิธีการช่วยเหลือเฉพาะทางที่ลงลึกในรายละเอียด เข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ"ดร.ศุภโชค กล่าว

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความโดดเด่นของนโยบายการศึกษาในสนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเกือบทุกพรรคเสนอนโยบายการศึกษาในเชิงสวัสดิการ สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือการศึกษาตามระดับวุฒิฯ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือพรรคการเมืองยังติดอยู่กับนโยบายการศึกษาในมิติเดิมที่ให้มุ่งสนับสนุนการศึกษาในระบบ เช่น นโยบายเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่เอ่ยถึงการศึกษาในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ตอนนี้ถูกพูดถึงจากเพียงไม่กี่พรรค รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของหลายพรรคอาจปรากฏในรูปแบบนโยบายแรงงานที่มีการยกระดับทักษะให้ดีกว่าเดิม (upskill) และสร้างทักษะที่จำเป็นขึ้นมาใหม่ (reskill) แต่นโยบายเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัย

"แม้จะได้ยินนโยบายที่แสดงความห่วงใยต่อเยาวชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มเด็กพิเศษที่บกพร่องทางพัฒนาการ กลุ่มเด็กชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กแรงงานข้ามชาติ เยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเด็กเปราะบาง แต่ก็ยังไม่เห็นแนวคิดที่ชัดเจนในการลงไปแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิดที่เข้าไปจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือมีแนวทางการจัดการเชิงพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับจังหวัด และชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหานี้ที่เข้มแข็ง" รศ.ดร.วีระเทพ กล่าว


ทั้งนี้ โจทย์แรก คือจะทำอย่างไรให้ทั้ง 8 กลุ่มสาระสามารถบูรณาการกัน ทุกวันนี้เราสอนแยกแต่ละกลุ่มสาระจนเหมือนจะฝึกเด็กให้เป็นนักวิชาการ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีให้เด็กได้เรียนสิ่งที่เขาสนใจแล้วสามารถเชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระได้ เราเห็นโมเดลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้ว เช่น โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ เมื่อมีหลักสูตรที่เป็นตัวตั้งแล้ว แท็บเล็ตและอินเทอร์เน็ตจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น และมากกว่าเอาไว้เรียนในสิ่งที่โรงเรียนอยากสอนเพียงอย่างเดียว

รศ.ดร.วีระเทพ เสริมว่านโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้' เป็นหมุดหมายอันดีในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต แต่สิ่งสำคัญกว่าการมีนโยบายคือต้องมีการติดตามผลเมื่อนำไปปฏิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามว่าการ ‘เพิ่มเวลารู้' ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดหรือครูเป็นผู้กำหนด ส่วนบทบาทของครู นอกเหนือจากด้านวิชาการ ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น ‘โค้ช' ร่วมกันออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน

ด้านวาระเร่งด่วน รศ.ดร.วีระเทพ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่สะสางสิ่งที่ค้างคาในรัฐบาลชุดก่อน ทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ติดหล่มความช้าของระบบราชการมาหลายปี เขาอยากเห็นพิมพ์เขียวที่ทันต่อยุคสมัยเพื่อที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุดได้


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์